ReadyPlanet.com
dot
ใส่คำค้นหา เช่น ถ.เพชรเกษม ม.พฤกษา

ประเภททรัพย์สิน
ราคา
ทำเล
ชื่อถนน
จังหวัด

  [Help]
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




บ้านหรือรถ... ซื้ออะไรก่อนดี

 

      รถก็อยากมี บ้านก็อยากได้ ... คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า น้อยคนนักที่จะสามารถซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่อย่างบ้านหรือรถได้พร้อมๆ กัน ยิ่งเด็กจบใหม่เพิ่งเริ่มทำงานด้วยแล้ว รายได้ยังไม่สูงนัก ถ้าอยากได้ทั้งบ้านและรถ คงต้องเลือกก่อนว่า จะซื้ออะไรก่อนดี และเมื่อเงินในกระเป๋ามีจำกัด ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังกันสักหน่อย ทั้งนี้ จะซื้อบ้าน หรือรถก่อนดีนั้น  เรามีคำแนะนำ 3 เรื่องที่ต้องดูมาฝาก

     พิจารณาความจำเป็น
     อันดับแรกที่ต้องพิจารณาคือ ความจำเป็น ซึ่งไม่มีคำตอบตายตัวว่า คนเราควรซื้อบ้านก่อนรถ หรือซื้อรถก่อนบ้าน เพราะความจำเป็นของคนเราไม่เหมือนกัน

     ยกตัวอย่าง หากเราเป็นคนที่ต้องเช่าบ้าน หรือคอนโดฯอยู่ การซื้อบ้านหรือคอนโดฯ เป็นของตัวเองก็ดูจำเป็นมากกว่า เพราะเงินที่เคยจ่ายเป็นค่าเช่าบ้านหรือคอนโดฯ จะกลายมาเป็นค่าผ่อนรายเดือนที่ทำให้เรามีทรัพย์สินเป็นของตัวเองในอนาคต และโดยทั่วไปแล้ว มูลค่าบ้านและคอนโดฯ มักปรับเพิ่มขึ้น หากในอนาคตไม่ได้อยู่บ้านหรือคอนโดฯ นี้แล้ว เช่น โยกย้ายที่ทำงาน หรือแต่งงานสร้างครอบครัวต้องการซื้อบ้านแทนคอนโดฯ ก็สามารถขายบ้านหรือคอนโดฯ นี้ได้ หรือหากคอนโดฯ อยู่ในทำเลดี ก็สามารถปล่อยเช่าสร้างรายได้ให้กับตัวเราเพิ่มอีกทางหนึ่ง

     แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่กับบ้านเดียวกับคุณพ่อคุณแม่หรือญาติพี่น้อง แต่บ้านไกลจากที่ทำงานมาก เดินทางด้วยรถสาธารณะไม่สะดวก หรือต้องโดยสารรถหลายต่อกว่าจะถึงที่ทำงาน การซื้อรถก็อาจเหมาะกว่า เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก หรือช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางมากขึ้น หรือถ้าเป็นผู้หญิง แล้วต้องเดินเข้าซอยเวลากลับบ้านช่วงเย็นหรือกลางคืน การซื้อรถขับก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางมากขึ้น

     คำนวณความสามารถในการผ่อน
     เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อบ้าน หรือซื้อรถก่อนดีนั้น เรื่องสำคัญ ก็คือ ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้รู้ว่า สามารถซื้อบ้าน หรือรถได้ในราคาประมาณเท่าไร โดยทั่วไป การขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ภาระหนี้ต่อเดือนไม่ควรเกิน 40-60% ของรายได้ ซึ่งสัดส่วนภาระหนี้ที่สามารถมีได้นั้น ขึ้นอยู่กับรายได้ต่อเดือน ยิ่งรายได้สูง ก็สามารถมีสัดส่วนหนี้ต่อเดือนได้สูง ทั้งนี้แนะนำว่า ภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ เพราะถ้ามีสัดส่วนหนี้ต่อเดือนที่สูงเกินไป อาจสร้างปัญหาการเงินตามมาในอนาคตได้

     ยกตัวอย่าง ตัดสินใจเลือกซื้อบ้านก่อน หากรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท โดยธนาคารให้มีภาระผ่อนหนี้แต่ละเดือนไม่เกิน 40% เท่ากับว่าสามารถมีภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดเท่ากับ 40% x 30,000 = 12,000 บาท โดยหากเลือกระยะเวลาผ่อนประมาณ 20 ปี จะขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารได้ประมาณ 1.3 ล้านบาท แต่หากเลือกซื้อรถก่อน รถราคาประมาณ 6 แสนบาท ผ่อน 5 ปี จะผ่อนประมาณเดือนละ 11,000-12,000 บาท

     เตรียมเงินดาวน์
     ไม่ว่าจะซื้อรถ หรือซื้อบ้าน เมื่อใช้วิธีขอสินเชื่อจากธนาคาร ก็ต้องมีการเตรียมเงินดาวน์ก้อนหนึ่ง โดยทั่วไป การขอสินเชื่อบ้านต้องมีเงินดาวน์ประมาณ 20% ของราคาบ้าน หรือรถต้องมีเงินดาวน์ประมาณ 25% ของราคารถ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ต้องสำรวจความพร้อมเรื่องเงินดาวน์เสียก่อน

     สมมติซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท ควรมีเงินดาวน์สัก 4 แสนบาท ถ้าวางแผนว่าจะซื้อบ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า เท่ากับว่า ควรออมเงินเดือนละ 16,000-17,000 บาท แต่หากเงินที่ต้องออมต่อเดือนสูงเกินกำลังความสามารถในการออม ก็อาจต้องเลื่อนเป้าหมายการขอสินเชื่อออกไปก่อน เช่น เลื่อนการกู้บ้านจาก 2 ปี เป็น 3 ปี เพื่อให้มีเวลาเก็บออมเงินดาวน์นานขึ้น หรือลดขนาดเป้าหมายลง เช่น ซื้อบ้านหลังเล็กลงมาหน่อยจาก 2 ล้านบาทเหลือ 1.5 ล้านบาท เพื่อให้จำนวนเงินออมต่อเดือนลดลงอยู่ในความสามารถที่ออมได้
 
     สุดท้ายนี้ก่อนตัดสินใจซื้อทรัพย์สินอย่างบ้าน หรือรถให้กับตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ ความจำเป็น รวมไปถึงความพร้อม เพราะการซื้อบ้านสักหลังหรือรถสักคัน มีข้อผูกมัดที่ต้องผ่อนชำระหนี้เป็นเวลาหลายปี จึงต้องคิดให้รอบคอบว่า เงินดาวน์พอไหม และผ่อนไหวแค่ไหน เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาการเงินตามมาในอนาคต นอกจากนี้ควรติดตามข่าวอสังหาริมทรัพย์หรืออ่านบทความคู่มือซื้อขายต่างๆ ที่จะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 




บทความอสังหาริมทรัพย์